โรคลมพิษ คืออะไร

โรคลมพิษ (Urticaria) คืออาการผื่นแพ้ที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง มีลักษณะเป็นปื้นนูนแดงหรือซีด คัน และมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอาจเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายวัน แล้วหายไปได้เอง หรือกลับมาใหม่ได้อีก

ตอนที่ 1 : สาเหตุและชนิดของโรคเกิดลมพิษ

ตอนที่ 2 : อาหารที่คนเป็นโรคลมพิษควรหลีกเลี่ยง

ตอนที่ 3 : อาหารที่ช่วยให้โรคลมพิษดีขึ้น

ตอนที่ 4 : วิธีษาโรคลมพิษ

ตอนที่ 5 : สรุป

สาเหตุและชนิดของการเกิด โรคลมพิษ

โรคลมพิษ

สาเหตุของการเกิด โรคลมพิษ

  1. ลมพิษจากการแพ้
  • อาหาร: เช่น อาหารทะเล, ถั่ว, นมวัว, ไข่
  • ยา: ยาแก้อักเสบ (NSAIDs), ยาปฏิชีวนะ, วัคซีน
  • สารเคมีหรือสารกันบูด
  • แมลงกัดต่อย

 

  1. ลมพิษจากการกระตุ้นทางกายภาพ
  • ความร้อน หรือ ความเย็น (Heat/Cold Urticaria)
  • แสงแดด (Solar Urticaria)
  • แรงกดทับ หรือเสียดสีจากเสื้อผ้า
  • การขีดข่วนผิวหนัง (Dermographism)  ผื่นขึ้นตรงจุดที่ขีด

 

  1. ลมพิษจากปัจจัยภายในร่างกาย
  • การติดเชื้อ เช่น ไวรัสในเด็ก
  • ฮอร์โมนแปรปรวน เช่น ช่วงมีประจำเดือน
  • โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น SLE, ต่อมไทรอยด์
  • ความเครียด หรือภาวะทางจิตใจ

สาเหตุของการเกิด โรคลมพิษ

✅ลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) ลักษณะเกิดขึ้นรวดเร็ว หายภายในไม่กี่วันถึง 6 สัปดาห์ มักเกิดจากการแพ้

✅ลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) ลักษณะผื่นเป็นๆ หายๆ เกิน 6 สัปดาห์ สาเหตุมักไม่ชัดเจน อาจเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน 

✅ ลมพิษกายภาพ (Physical Urticaria) ลักษณะเกิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น ความเย็น แสงแดด แรงกด 

✅ ลมพิษที่กระตุ้นโดยร่างกายเอง (Autoimmune Urticaria) ลักษณะร่างกายผลิตแอนติบอดีต่อตนเอง ส่งผลให้หลั่งฮีสตามีนออกมาโดยไม่มีสารก่อแพ้จากภายนอก 

อาหารที่คนเป็น โรคลมพิษ ควรหลีกเลี่ยง

ลมพิษเป็นภาวะที่ผิวหนังมีผื่นนูนแดง คัน และอาจบวมแดง ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนออกมามากผิดปกติ สาเหตุของลมพิษมีหลากหลายมาก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากยา การติดเชื้อ ความเครียด การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หรือปัจจัยทางกายภาพต่างๆ ในการ  ซื้อหวยออนไลน์

สำหรับอาหาร แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักของลมพิษเรื้อรังเสมอไป แต่ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะลมพิษเฉียบพลัน อาหารบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้ หรือทำให้อาการที่เป็นอยู่แย่ลงได้ครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสังเกตตนเอง ว่ามีอาหารชนิดใดที่กระตุ้นอาการ หากสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

  1. อาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้สูง
    • อาหารทะเล: โดยเฉพาะกลุ่มมีเปลือก เช่น กุ้ง ปู หอย ปลาหมึก รวมถึงปลาบางชนิด
    • ไข่: โดยเฉพาะไข่ขาว
    • นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม: เช่น ชีส โยเกิร์ต (โดยเฉพาะชีสหมักบ่ม)
    • ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว: ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ (เช่น อัลมอนด์ วอลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์)
    • แป้งสาลี/กลูเตน: ในบางรายที่มีภาวะแพ้กลูเตน
  • งา

 

  1. อาหารที่มีฮิสตามีนสูง หรือกระตุ้นการหลั่งฮิสตามีน
    • อาหารหมักดองและอาหารแปรรูป: เช่น ชีสหมักบ่ม (พาร์เมซาน, บลูชีส), ซาลามี, ไส้กรอก, แฮม, กะปิ, เต้าเจี้ยว, น้ำส้มสายชู, ซอสถั่วเหลือง, ผักดอง, กิมจิ
    • อาหารทะเลที่ไม่ได้สดใหม่: โดยเฉพาะปลาที่มีเนื้อสีเข้ม เช่น ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล หากไม่สดใหม่ อาจมีการสะสมฮิสตามีนสูง
    • ผลไม้บางชนิด: สตรอว์เบอร์รี, มะเขือเทศ, ผลไม้ตระกูลส้ม (ส้ม มะนาว เกรปฟรุต), กล้วย, สับปะรด, มะละกอ, กีวี, เชอร์รี, พลัม
    • ผักบางชนิด: มะเขือเทศ, ผักโขม, มะเขือม่วง, อะโวคาโด
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะไวน์แดง เบียร์
  • ช็อกโกแลต
  • เครื่องเทศบางชนิด: อบเชย, กานพลู, พริกไทย, พริกป่น
  • อาหารเหลือค้าง: อาหารที่ทำทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้แช่แข็งทันที อาจมีการสะสมฮิสตามีน

 

  1. วัตถุเจือปนในอาหาร
  • สารกันบูด: เช่น เบนโซเอต, ซัลไฟต์
  • สีผสมอาหาร: โดยเฉพาะสีสังเคราะห์
  • สารให้ความหวานแทนน้ำตาล: บางชนิด

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วย

  • จดบันทึกอาหาร (Food Diary): การจดบันทึกอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน พร้อมทั้งอาการที่เกิดขึ้น จะช่วยให้คุณและแพทย์สามารถระบุอาหารที่กระตุ้นอาการได้อย่างแม่นยำ
  • งดอาหารที่สงสัย: หากสงสัยว่าอาหารชนิดใดเป็นตัวกระตุ้น ควรลองงดอาหารชนิดนั้นไปประมาณ 2-4 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ ลองกลับมารับประทานทีละน้อย เพื่อสังเกตอาการ
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: หากสงสัยว่าตนเองแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์ภูมิแพ้ เพื่อทำการทดสอบภูมิแพ้ (เช่น Skin Prick Test หรือ Blood Test) และรับคำแนะนำในการจัดการอาหารที่เหมาะสม
  • รับประทานอาหารสดใหม่: เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่เก็บไว้นาน
  • ดูแลสุขภาพโดยรวม: การพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ก็มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของลมพิษได้

อาหารที่ช่วยให้โรคลมพิษดีขึ้น

  1. อาหารที่ต้านการอักเสบ
  • ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน → ช่วยลดการอักเสบและการหลั่งฮีสตามีน
  • ขมิ้นชัน (มีสารเคอร์คูมิน) → ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน
  • ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า บร็อกโคลี → อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

 

  1. อาหารที่ช่วยขับพิษ
  • น้ำเปล่า ดื่มมากๆ ช่วยขับสารก่อแพ้ออกจากร่างกาย
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ → มีสารต้านฮีสตามีนจากธรรมชาติ
  • มะนาว (ในน้ำอุ่น)→ กระตุ้นการทำงานของตับ ช่วยขจัดสารพิษ

 

  1. อาหารที่เสริมภูมิคุ้มกัน
  • โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ที่มีโพรไบโอติก → ปรับสมดุลลำไส้ ลดอาการแพ้บางประเภท
  • กระเทียม → ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

วิธีษา โรคลมพิษ

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
  • อาหาร: หากสงสัยว่าแพ้อาหารชนิดใด ควรหลีกเลี่ยงอาหารนั้นๆ (แนะนำให้จดบันทึกอาหารและปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยัน)
  • ยา: หากเกิดจากยา ควรหยุดยาตัวนั้นภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • อุณหภูมิ: หากเป็นลมพิษจากความร้อนหรือความเย็น ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอุณหภูมิที่กระตุ้น
  • ความเครียด: จัดการความเครียดด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ หรือออกกำลังกาย
  • การสัมผัสสารเคมี/สารก่อภูมิแพ้: หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่สงสัยว่ากระตุ้นให้เกิดอาการ
  1. การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
  • ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines): เป็นยาหลักในการรักษาลมพิษ ช่วยลดอาการคันและผื่นแดง
  • ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids / Steroids):ใช้ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก หรือลมพิษเฉียบพลันที่เป็นมาก เพื่อช่วยลดการอักเสบและควบคุมอาการให้สงบลงอย่างรวดเร็วไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากมีผลข้างเคียงหลายอย่าง ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • ยา Omalizumab (Xolair): เป็นยาฉีดกลุ่ม Biologic agent ที่ออกฤทธิ์จับกับ IgE ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดลมพิษ มีประสิทธิภาพดีในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮิสตามีนในขนาดสูง มักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักและจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants): เช่น Cyclosporine, Methotrexate อาจพิจารณาใช้ในรายที่ดื้อต่อการรักษาอื่นๆ และมีอาการรุนแรง แต่ยานี้มีผลข้างเคียงมากและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับคนที่ชอบ ซื้อหวยออนไลน์
  • ยาอื่นๆ: เช่น ยาลดกรด (H2 blocker) หรือยาบางชนิดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารสื่อกลางที่ก่อให้เกิดผื่นลมพิษ
  1. การดูแลตัวเองเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น
  • ไม่เกา: การเกาจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮิสตามีนมากขึ้น ทำให้คันมากขึ้น และอาจทำให้ผิวหนังเป็นแผลติดเชื้อได้
  • ประคบเย็น: ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น น้ำแข็ง หรือเจลเก็บความเย็นประคบบริเวณที่มีผื่น จะช่วยลดอาการคันและบวมได้ชั่วคราว
  • ทาครีม/โลชั่นบรรเทาอาการคัน: เช่น คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) หรือครีมที่มีส่วนผสมของเมนทอล เพื่อช่วยลดอาการคัน
  • อาบน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ: หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพราะจะกระตุ้นให้ผื่นเห่อและทำให้ผิวแห้งคัน
  • สวมเสื้อผ้าหลวมๆ: เลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย เนื้อนุ่ม ระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการเสียดสีและการระคายเคืองต่อผิวหนัง
  • ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด: ความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นลมพิษได้ การจัดการความเครียดที่ดีจะช่วยให้อาการดีขึ้น
  1. การพบแพทย์
  • ลมพิษเฉียบพลัน: หากอาการไม่รุนแรง สามารถใช้ยาแก้แพ้และดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปากบวม ตาบวม ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis)
  • ลมพิษเรื้อรัง: หากมีอาการลมพิษต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังหรือภูมิแพ้ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมในระยะยาว เนื่องจากอาจต้องใช้ยาหลายชนิด หรือยาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

สรุป

อาการผื่นแดงขึ้นตามตัว เป็นอะไรที่ไม่ควรมองข้ามเพราะมันอาจอันตรายกว่าที่คิด นั่นหากเกิดขึ้นกับคุณควรไปหาหมอหากอาการไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมงแรกของการเป็น และที่สำคัญการเขียนว่าก่อนจะเป็นคุณกินอะไรมาบ้างหรือใช้อะไรที่แปลกไปกว่าเดิมอาจจะช่วยคุณวิเคราะห์สิ่งที่แพ้ได้นั้นเอง